Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 7:18

[1] วัน‍หนึ่ง ขณะ​พระ‍องค์​กำ‌ลัง​สั่ง‍สอน​ประ‌ชา‌ชน​ใน​บริ‌เวณ​พระ‍วิหาร​และ​กำ‌ลัง​ประ‌กาศ​ข่าว​ดี พวก​หัว‍หน้า​ปุโร‌หิต พวก​ธรร‌มา‌จารย์ และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​มา‍พบ​พระ‍องค์

[2] และ​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “จง​บอก​เรา​เถิด ท่าน​มี​สิทธิ​อำ‌นาจ​อะไร​ถึง​ได้​ทำ​แบบ‍นี้? ใคร​ให้​สิทธิ​แก่​ท่าน?”

[3] พระ‍องค์​ตรัส​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “เรา​จะ​ถาม​พวก​ท่าน​สัก​ข้อ‍หนึ่ง​ด้วย​เหมือน​กัน จง​ตอบ​เรา​เถิด

[4] คือ​บัพ‌ติศ‌มา​ของ​ยอห์น​นั้น​มา​จาก​สวรรค์​หรือ​มา​จาก​มนุษย์?”

[5] พวก​เขา​จึง​ปรึก‌ษา​กัน​ว่า “ถ้า​เรา​บอก​ว่า ‘มา​จาก​สวรรค์’ เขา​จะ​ถาม​ว่า ‘ทำ‍ไม​ถึง​ไม่​เชื่อ​ยอห์น?’

[6] แต่ถ้า​บอก​ว่า ‘มา​จาก​มนุษย์’ ประ‌ชาชน​ก็​จะ​เอา​หิน​ขว้าง​เรา เพราะ​ถือ​กัน​ว่า​ยอห์น​เป็น​ผู้​เผย​พระ‍วจนะ”

[7] พวก​เขา​จึง​ทูล​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่​ทราบ​ว่า​มา​จาก​ไหน”

[8] พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง‍หลาย​ว่า “เรา​ก็​จะ​ไม่​บอก​ท่าน​เหมือน​กัน​ว่า เรา​ทำ​สิ่ง​เหล่า​นี้​ด้วย​สิทธิ​อำ‌นาจ​อะไร”

[9] พระ‍องค์​ตรัส​อุป‌มา​ให้​ประ‌ชา‌ชน​ฟัง​ต่อ‍ไป​ว่า “มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ทำ​สวน‍องุ่น และ​ให้​ชาว‍สวน​บาง​คน​เช่า แล้ว​ก็​ไป​อยู่​ต่าง​ประ‌เทศ​เป็น​เวลา​นาน

[10] เมื่อ​ถึง​เวลา​แล้ว​จึง​ใช้​ทาส​คน​หนึ่ง​ไป‍หา​คน​เช่า​สวน​เหล่า​นั้น เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​แบ่ง​องุ่น​ที่​เป็น​ผล​ผลิต​นั้น​แก่​เจ้าของ แต่​ชาว​สวน​เหล่า​นั้น​กลับ​เฆี่ยน​ตี​เขา​และ​ไล่​เขา​กลับ​ไป​มือ​เปล่า

[11] เจ้า‍ของ​สวน​จึง​ใช้​ทาส​อีก​คน​หนึ่ง​ไป แต่​พวก​นั้น​เฆี่ยน​ตี​และ​ทำ​การ​อัป‌ยศ​ต่างๆ ต่อ​ทาส​คน​นั้น​ด้วย และ​ไล่​ให้​กลับ​ไป​มือ​เปล่า

[12] เจ้าของ​สวน​จึง​ใช้​คน​ที่​สาม​ไป แต่​คน​เช่า​สวน​เหล่า​นั้น​ก็​ทำ​ให้​เขา​บาด‍เจ็บ แล้ว​ขับ​ไล่​เขา​ออก​ไป

[13] เจ้า‍ของ​สวน‍องุ่น​จึง​กล่าว​ว่า ‘ข้า​จะ​ทำ​อย่าง‍ไร​ดี? ข้า​จะ​ส่ง​ลูก​รัก​ของ​ข้า​ไป เขา​คง‍จะ​เคารพ​ลูก​คน​นี้’

[14] แต่​เมื่อ​พวก​ชาว​สวน​เห็น​บุตร​นั้น​ก็​ปรึก‌ษา​กัน​ว่า ‘คน‍นี้​แหละ​เป็น​ทา‌ยาท ให้​เรา​ฆ่า​มัน มร‌ดก​จะ​ได้​ตก​เป็น​ของ​เรา’

[15] ดังนั้น​พวก​เขา​จึง​ขับ​ไล่​บุตร​นั้น​ออก​ไป​นอก‍สวน​แล้ว​ฆ่า​เสีย เมื่อ​เป็น​แบบ​นี้​เจ้าของ​สวน​จะ​ทำ​อย่าง‍ไร​กับ​พวก​เขา?

[16] ท่าน​ก็​จะ​มา​ทำลาย​ชาว​สวน​เหล่า​นี้​แล้ว​เอา​สวน​องุ่น​นั้น​ให้​คน​อื่น” คน​ทั้ง‍หลาย​เมื่อ​ได้​ยิน​จึง​พูด​ว่า “อย่า​ให้​เป็น​อย่าง​นั้น​เลย”

[17] พระ‍องค์​ทรง​จ้อง​ดู​พวก​เขา​แล้ว​ตรัส‍ว่า “ถ้า​อย่าง​นั้น​พระ‍วจนะ​ที่​เขียน​ไว้​หมาย‍ความ​ว่า​อย่าง‍ไร​กัน? ‘ศิลา​ที่​พวก​ช่าง​ก่อ​ทิ้ง​แล้ว กลับ​กลาย​เป็น​ศิลา​มุม​เอก’

[18] ทุก‍คน​ที่​ล้ม​ทับ​ศิลา​นั้น จะ​ต้อง​แตก​หัก​ไป และ​ถ้า​มัน​ตก​ทับ​ใคร คน‍นั้น​จะ​แหลก​ละเอียด​ไป”

[19] เมื่อ​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​หัว‍หน้า​ปุโร‌หิต​รู้​ว่า​พระ‍องค์​ตรัส​อุป‌มา​นั้น​กระ‌ทบ​พวก​เขา​เอง ก็​อยาก​จะ​จับ​พระ‍องค์​ทัน‍ที แต่​พวก​เขา​กลัว​ประ‌ชา‌ชน

[20] พวก​เขา​จึง​คอย​ดู​พระ‍องค์ และ​ใช้​ให้​บาง​คน​แสร้ง​ทำ​ตัว​เป็น​คน​ชอบ‍ธรรม​ตาม​ไป​สอด‍แนม หวัง​จะ​จับ​ผิด​ใน​คำสอน​ของ​พระ‍องค์ เพื่อ​จะ​มอบ​พระ‍องค์​ไว้​ใต้​สิทธิ​อำ‌นาจ​ของ​เจ้า‍เมือง

[21] พวก​เขา​จึง​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​อา‌จารย์ เรา​ทราบ​อยู่​ว่า​ท่าน​กล่าว​และ​สั่ง‍สอน​แต่​ความ‍จริง ไม่​เคย​เห็น​แก่​หน้า​ใคร แต่​สั่ง‍สอน​ทาง​ของ​พระ‍เจ้า​จริงๆ

[22] การ​ส่ง​ส่วย​ให้​แก่​ซีซาร์​นั้น​ควร​หรือ​ไม่?”

[23] พระ‍องค์​ทรง​หยั่ง​รู้​อุบาย​ของ​พวก​เขา จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า

[24] “จง​เอา​เงิน​เด‌นา‌ริ‌อัน​เหรียญ​หนึ่ง​มา​ให้​เรา​ดู รูป​และ​คำ​จารึก​นี้​เป็น​ของ​ใคร?” เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “ของ​ซีซาร์”

[25] แล้ว​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ของ​ของ​ซีซาร์​จง​ถวาย​แก่​ซีซาร์ และ​ของ​ของ​พระ‍เจ้า​จง​ถวาย​แด่​พระ‍เจ้า”

[26] พวก​เขา​จึง​จับ​ผิด​ใน​คำสอน​ของ​พระ‍องค์​ต่อ‍หน้า​ประ‌ชา‍ชน​ไม่​ได้ และ​เขา​ก็​ประ‌หลาด​ใจ​ใน​คำตอบ​ของ​พระ‍องค์​จึง​เงียบ​ไป

[27] มี​พวก​สะดูสี​บาง‍คน​มา​หา​พระ‍องค์ คน​พวก​นี้​บอก​ว่า​การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย​นั้น​ไม่​มี

[28] พวก​เขา​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​อาจารย์ โม‌เสส​เขียน​สั่ง​เรา​ไว้​ว่า‘ถ้า​ผู้‍ชาย​คนไหน​ตาย และ​มี​ภรรยาแต่​ไม่​มี​บุตร ก็​ให้​น้อง‍ชาย​รับ​พี่‍สะใภ้​นั้น​ไว้​เป็น​ภรรยา​ของ​ตน เพื่อ​มี​บุตร​สืบ​ตระกูล​ให้​พี่ชาย’

[29] ปรา‌กฏ​ว่า​มี​พี่‍น้อง​ผู้‍ชาย​อยู่​เจ็ด​คน พี่​คน​โต​มี​ภรรยา​แล้ว​ก็​ตาย​ไม่‍มี​บุตร

[30] น้อง​คน​ที่‍สอง

[31] และ​คน​ที่‍สาม​ก็​รับ​ผู้หญิง​คน​นั้น​มา​เป็น​ภรรยา ทั้ง​เจ็ด​คน​เหมือน‍กัน​หมด​คือ​ไม่‍มี​บุตร​แล้ว​ก็​ตาย

[32] ใน​ที่‍สุด​ผู้หญิง​คน​นั้น​ก็​ตาย​ด้วย

[33] เมื่อ​เป็น​แบบ​นั้น ใน​วัน​ที่​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย หญิง​คน​นั้น​จะ​เป็น​ภรรยา​ของ​ใคร? เพราะ​นาง​ตก​เป็น​ภรรยา​ของ​ชาย​ทั้ง​เจ็ด​คน​แล้ว”

[34] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “คน​ยุค‍นี้​มี​การ​สม‍รส​กัน​และ​ยก​ให้​เป็น​สามี​ภรรยา​กัน

[35] แต่​คน​ที่​นับ​ว่า​สม‍ควร​กับ​การ​อยู่​ใน​ยุค‍หน้า และ​การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ความ‍ตาย จะ​ไม่​มี​การ‍สมรส​กัน​หรือ​ยก​ให้​เป็น​สามี​ภรรยา​กัน​อีก

[36] อัน​ที่​จริง​พวก​เขา​จะ​ตาย​อีก​ไม่​ได้ เพราะ​เขา​เป็น​เหมือน​ทูต‍สวรรค์ และ​เป็น​บุตร​ของ​พระ‍เจ้า คือ​บุตร​ของ​การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย

[37] เรื่อง​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​ทำ​ให้​คน​ที่​ตาย​แล้ว​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่​นั้น โม‌เสส​ก็​สำ‌แดง​ไว้​ใน​เรื่อง​พุ่ม‍ไม้ ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​ท่าน​เรียก​องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ​ว่า‘พระ‍เจ้า​ของ​อับ‌รา‌ฮัม พระ‍เจ้า​ของ​อิส‌อัค และ​พระ‍เจ้า​ของ​ยา‌โคบ’

[38] พระ‍องค์​ไม่​ได้​เป็น​พระ‍เจ้า​ของ​คน‍ตาย แต่​เป็น​พระ‍เจ้า​ของ​คน​เป็น เพราะ‍ว่า​จำ‌เพาะ​พระ‍เจ้า​ทุก‍คน​ยัง​เป็น​อยู่”

[39] ธรร‌มา‌จารย์​บาง‍คน​จึง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​อา‌จารย์ ท่าน​พูด​ได้​ดี​ที​เดียว”

[40] เนื่อง​จาก​พวก​เขา​ไม่​กล้า​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ต่อ‍ไป​อีก

[41] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​ถาม​พวก​เขา​ว่า “ที่​มี​คน​ว่า พระ‍คริสต์​ทรง​เป็น​เชื้อ‍สาย​ของ​ดา‌วิด​นั้น​เป็น​ไป​ได้​อย่าง‍ไร?

[42] เนื่อง​จาก​ดา‌วิด​เอง​ก็​กล่าว​ไว้​ใน​พระ‍ธรรม​สดุดี​ว่า ‘พระ‍เจ้า ตรัส​กับ​องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​ข้าพ‌เจ้า​ว่า “จง​นั่ง​ด้าน​ขวา‍มือ​ของ​เรา

[43] จน‍กว่า​เรา​จะ​ทำ​ให้​ศัตรู​ของ​ท่าน เป็น​ที่​รอง​เท้า​ของ​ท่าน” ’

[44] ใน​เมื่อ​ดา‌วิด​ยัง​เรียก​ท่าน​ว่า​องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า แล้ว​ท่าน​จะ​เป็น​เพียง​เชื้อ‍สาย​ของ​ดา‌วิด​ได้​อย่าง‍ไร?”

[45] ขณะ​ประ‌ชา‌ชน​ทั้ง‍หมด​กำ‌ลัง​ฟัง​อยู่ พระ‍องค์​ตรัส​กับ​บรรดา​สา‌วก​ของ​พระ‍องค์​ว่า

[46] “จง​ระวัง​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​ให้​ดี พวก​ที่​ชอบ​สวม​เสื้อ​คลุม​ยาว​เดิน​ไป​เดิน​มา ชอบ​ให้​คน​คำ‍นับ​กลาง​ตลาด ชอบ​ที่​นั่ง​สำคัญ​ใน​ธรรม​ศา‌ลา​และ​ที่​มี​เกียรติ​ใน​งาน​เลี้ยง

[47] พวกเขา​ยึด​บ้าน​ของ​หญิง‍ม่าย​และ​แสร้ง​อธิษ‌ฐาน​เสีย​ยืด​ยาว คน​พวก​นี้​จะ​ต้อง​ถูก​ลง​โทษ​หนัก​ยิ่ง​ขึ้น”

พระ​กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย ลูกา — Chapters