Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 9:49

[1] ใน​วัน​นั้น​พระ‍เยซู​เสด็จ​จาก​บ้าน​ไป​ประ‌ทับ​ที่​ชาย‍ทะเล​สาบ

[2] มี​มหา‍ชน​มา​หา​พระ‍องค์ พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ลง​ไป​ประ‌ทับ​ใน​เรือ และ​ฝูง​ชน​ทั้ง‍หมด​ก็​ยืน​อยู่​บน​ฝั่ง

[3] แล้ว​พระ‍องค์​ก็​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง‍หลาย​เป็น​อุป‌มา​หลาย​เรื่อง เป็น​ต้น​ว่า “นี่‍แน่ะ มี​ผู้​หว่าน​คน​หนึ่ง​ออก​ไป​หว่าน​พืช

[4] และ​เมื่อ​เขา​หว่าน เมล็ด​พืช​ก็​ตก​ตาม​หน‍ทาง​บ้าง แล้ว​นก​ก็​มา​กิน​เสีย

[5] บ้าง​ก็​ตก​ใน​ที่​ซึ่ง​มี​พื้น‍หิน มี​เนื้อ‍ดิน​น้อย จึง​งอก​ขึ้น​อย่าง​เร็ว​เพราะ​ดิน​ไม่​ลึก

[6] แต่​เมื่อ​ดวง‍อา‌ทิตย์​ขึ้น​มัน​ก็​ถูก​แผด‍เผา จึง​เหี่ยว​ไป​เพราะ​ราก​ไม่​มี

[7] บ้าง​ก็​ตก​กลาง​ต้น‍หนาม ต้น‍หนาม​ก็​งอก​ขึ้น​ปก‍คลุม​เสีย

[8] บ้าง​ก็​ตก​ที่​ดิน​ดี แล้ว​เกิด‍ผล​ร้อย​เท่า​บ้าง หก‍สิบ​เท่า​บ้าง สาม‍สิบ​เท่า​บ้าง

[9] ใคร​มี​หู​จง​ฟัง​เถิด”

[10] ส่วน​สา‌วก​ทั้ง‍หลาย​จึง​มา​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ทำ‍ไม​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​เป็น​อุป‌มา?”

[11] พระ‍องค์​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ข้อ‍ความ​ลึก‍ลับ​แห่ง​แผ่น‍ดิน​สวรรค์ โปรด​ให้​พวก​ท่าน​รู้​ได้ แต่​คน​เหล่า​นั้น​ไม่​โปรด​ให้​รู้

[12] เพราะ‍ว่า​ใคร​มี​อยู่​แล้ว จะ​เพิ่ม‍เติม​ให้​คน​นั้น​มี​เหลือ‍เฟือ แต่​คน​ที่​ไม่‍มี​นั้น แม้​ที่​เขา​มี​อยู่​ก็​จะ​เอา​ไป​จาก​เขา

[13] เพราะ​เหตุ‍นี้ เรา​จึง​กล่าว​กับ​เขา​ทั้ง‍หลาย​เป็น​อุป‌มา เพราะ​ว่า​ถึง​เขา​เห็น​ก็​เหมือน​ไม่​เห็น ถึง​ได้​ยิน​ก็​เหมือน​ไม่​ได้​ยิน​และ​ไม่​เข้า‍ใจ

[14] สภาพ​ของ​พวก​เขา​ก็​เป็น​ไป​ตาม​คำ‍พยา‌กรณ์​ของ​อิส‌ยาห์​ที่​ว่า ‘พวก​เจ้า​จะ​ได้​ยิน​กับ​หู​ก็​จริง แต่​จะ​ไม่​เข้า‍ใจ จะ​ดู​ก็​จริง แต่​จะ​ไม่​เห็น

[15] เพราะ‍ว่า​ชน‍ชาติ​นี้​กลาย​เป็น​คน​มี​ใจ​เฉื่อย‍ชา หู​ก็​ตึง และ​ตา​ของ​พวก​เขา​ก็​ปิด เกรง‍ว่า​เขา​จะ​เห็น​ด้วย​ตา จะ​ได้​ยิน​ด้วย​หู และ​จะ​ได้​เข้า‍ใจ​ด้วย​จิต‍ใจ แล้ว​จะ​หัน‍กลับ​มา และ​เรา​จะ​รัก‌ษา​พวก​เขา​ให้​หาย ’

[16] “แต่​นัยน์‍ตา​ของ​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​ก็​เป็น​สุข​เพราะ​ได้​เห็น และ​หู​ของ​ท่าน​ก็​เป็น​สุข​เพราะ​ได้​ยิน

[17] เรา​บอก​ความ‍จริง​แก่​พวก​ท่าน​ว่า ผู้​เผย​พระ‍วจนะ​และ​ผู้​ชอบ‍ธรรม​จำนวน​มาก ปรารถ‌นา​จะ​เห็น​สิ่ง​ที่​ท่าน​เห็น​อยู่​นี้ แต่​ก็​ไม่​เคย​ได้​เห็น และ​อยาก​จะ​ได้​ยิน​สิ่ง​ที่​พวก​ท่าน​ได้​ยิน แต่​ก็​ไม่​เคย​ได้​ยิน

[18] “เพราะ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​จง​ฟัง​อุป‌มา​เรื่อง​ผู้‍หว่าน​พืช​นั้น

[19] เมื่อ​ใคร​ได้​ยิน​คำ​บอก​เล่า​เรื่อง​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​แต่​ไม่​เข้า‍ใจ มาร‍ร้าย​ก็​มา​ฉวย​เอา​สิ่ง​ที่​หว่าน​ใน​ใจ​เขา​นั้น​ไป​เสีย นั่น​แหละ​ได้​แก่​เมล็ด​พืช​ซึ่ง​หว่าน​ตก​ริม​หน‍ทาง

[20] และ​เมล็ด​พืช​ซึ่ง​หว่าน​ตก​ใน​ที่​ดิน​ซึ่ง​มี​พื้น​หิน​นั้น ได้​แก่​บุค‌คล​ที่​ได้​ยิน​พระ‍วจนะ แล้ว​ก็​รับ​ทัน‍ที​ด้วย​ความ​ยินดี

[21] แต่​ไม่​มี​ราก​ลึก​ใน​ตัว​จึง​ทน​อยู่​ชั่ว‍คราว และ​เมื่อ​เกิด​การ​ยาก‍ลำ‌บาก หรือ​การ​ข่ม‍เหง​ต่างๆ เพราะ​พระ‍วจนะ​นั้น เขา​ก็​เลิก​เสีย​ใน​ทัน‍ที​ทัน‍ใด

[22] และ​เมล็ด​ซึ่ง​หว่าน​กลาง‍หนาม​นั้น ได้​แก่​บุค‌คล​ที่​ได้​ฟัง​พระ‍วจนะ แต่​ความ​กัง‌วล​ของ​โลก และ​การ​ล่อ​ลวง​ของ​ทรัพย์​สม‌บัติ​รัด​พระ‍วจนะ​นั้น​เสีย จึง​ไม่​เกิด‍ผล

[23] ส่วน​เมล็ด​ซึ่ง​หว่าน​ตก​ใน​ดิน​ดี​นั้น ได้​แก่​บุค‌คล​ที่​ได้​ยิน​พระ‍วจนะ​นั้น​และ​เข้า‍ใจ คน​นั้น​ก็​เกิด​ผล​ร้อย​เท่า​บ้าง หก‍สิบ​เท่า​บ้าง สาม‍สิบ​เท่า​บ้าง”

[24] พระ‍องค์​ตรัส​อุป‌มา​อีก​เรื่อง‍หนึ่ง​ให้​เขา​ทั้ง‍หลาย​ฟัง​ว่า “แผ่น‍ดิน​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​คน​หนึ่ง​ได้​หว่าน​เมล็ด​พืช​ดี​ใน​นา​ของ​ตน

[25] แต่​เมื่อ​คน​ทั้ง‍หลาย​นอน‍หลับ​อยู่ ศัตรู​ของ​คน​นั้น​มา​หว่าน​ข้าว‍ละมาน​ปน​กับ​ข้าว​ดี​นั้น​ไว้​แล้ว​ก็​หลบ​ไป

[26] เมื่อ​ต้น‍ข้าว​นั้น​งอก‍ขึ้น​ออก‍รวง​แล้ว ข้าว​ละ‌มาน​ก็​ขึ้น​มา​ปรา‌กฏ​ด้วย

[27] บรร‌ดา​ทาส​ของ​เจ้า‍บ้าน​จึง​มา​แจ้ง​แก่​นาย​ว่า ‘นาย​เจ้า‍ข้า ท่าน​ได้​หว่าน​พืช​ดี​ไว้​ใน​นา​ของ​ท่าน​ไม่​ใช่​หรือ? แต่​มี​ข้าว​ละ‌มาน​มา​จาก​ไหน?’

[28] นาย​ก็​ตอบ​ว่า ‘นี่​เป็น​การ​กระ‌ทำ​ของ​ศัตรู’ ทาส​เหล่า‍นั้น​จึง​ถาม​ว่า ‘ท่าน​ปรารถ‌นา​จะ​ให้​เรา​ไป​ถอน​และ​เก็บ​ข้าว‍ละ‌มาน​ไหม?’

[29] แต่​นาย​ตอบ​ว่า ‘อย่า​เลย เกรง​ว่า​เมื่อ​กำ‌ลัง​ถอน​ข้าว‍ละ‌มาน​จะ​ถอน​ข้าว​ดี​ด้วย

[30] ให้​ทั้ง​สอง​เติบ‍โต​ไป​ด้วย​กัน​จน​ถึง​ฤดู​เกี่ยว และ​ใน​เวลา​เกี่ยว​นั้น​เรา​จะ​สั่ง​บรร‌ดา​ผู้​เกี่ยว​ว่า “จง​เก็บ​ข้าว‍ละ‌มาน​ก่อน มัด​เป็น​ฟ่อน​เผา​ไฟ​เสีย แต่​ข้าว​ดี​นั้น​จง​รวบ​รวม​ไว้​ใน​ยุ้ง‍ฉาง​ของ​เรา” ’ ”

[31] พระ‍องค์​ยัง​ตรัส​อุป‌มา​อีก​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​เขา​ทั้ง‍หลาย​ฟังว่า “แผ่น‍ดิน​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​เมล็ด​มัส‍ตาร์ด ​เมล็ด​หนึ่ง ซึ่ง​คน​หนึ่ง​เอา​ไป​เพาะ​ลง​ใน​ไร่​ของ​ตน

[32] เมล็ด​นั้น​เล็ก​กว่า​เมล็ด​ทั้ง‍ปวง แต่​เมื่อ​งอก​ขึ้น​แล้ว​ก็​ใหญ่​กว่า​ผัก​อื่น และ​เติบ‍โต​เป็น​ต้น‍ไม้​จน​นก​ใน​อา‌กาศ​มา​ทำ‍รัง​อา‌ศัย​อยู่​ตาม​กิ่ง​ก้าน​ของ​ต้น​นั้น​ได้”

[33] พระ‍องค์​ยัง​ตรัส​อุป‌มา​ให้​พวก​เขา​ฟัง​อีก​เรื่อง‍หนึ่ง​ว่า “แผ่น‍ดิน​สวรรค์​เป็น​เหมือน​เชื้อ ​ซึ่ง​ผู้‍หญิง​คน​หนึ่ง​เอา​มา​เจือ​ลง​ใน​แป้ง​สาม​ถัง​จน​แป้ง​นั้น​ฟู​ขึ้น​ทั้ง‍หมด”

[34] ข้อ​ความ​ทั้ง‍หมด​นี้ พระ‍องค์​ตรัส​กับ​ฝูง‍ชน​เป็น​อุป‌มา และ​นอก​จาก​อุป‌มา พระ‍องค์​ไม่​ได้​ตรัส​กับ​พวก​เขา​เลย

[35] ทั้ง‍นี้​เพื่อ​จะ​ให้​สำ‌เร็จ​ตาม​พระ‍วจนะ​ที่​กล่าว​โดย​ผู้​เผย​พระ‍วจนะ​ว่า “เรา​จะ​อ้า​ปาก​กล่าว​อุป‌มา เรา​จะ​กล่าว​ข้อ‍ความ ซึ่ง​ปิด​ซ่อน​ไว้ตั้ง​แต่​เริ่ม​สร้าง​โลก”

[36] แล้ว​พระ‍เยซู​เสด็จ​ไปจาก​ฝูง​ชน​เข้า​ไป​ใน​บ้าน พวก​สา‌วก​มา​เฝ้า​พระ‍องค์​ทูล​ว่า “ขอ​พระ‍องค์​โปรด​อธิ‌บาย​ให้​ข้า‍พระ‍องค์​ทั้ง‍หลาย​เข้า‍ใจ​อุป‌มา​เรื่อง​ข้าว‍ละมาน​ใน​นา​นั้น”

[37] พระ‍องค์​ตรัส​ตอบ​ว่า “ผู้​หว่าน​เมล็ด​พืช​ดี​นั้น​ได้​แก่​บุตร‍มนุษย์

[38] และ​นา​นั้น​ได้​แก่​โลก ส่วน​เมล็ด​พืช​ดี​ได้​แก่​พล‍เมือง​แห่ง​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า แต่​ข้าว‍ละมาน​ได้​แก่​พล‍เมือง​ของ​มาร‍ร้าย

[39] ศัตรู​ผู้​หว่าน​เมล็ด​พืช​เลว​ได้​แก่​มาร​นั้น ฤดู​เกี่ยว​ได้​แก่​เวลา​สิ้น​ยุค และ​ผู้​เกี่ยว​ทั้ง‍หลาย​นั้น​ได้​แก่​ทูต‍สวรรค์

[40] เพราะ​ฉะนั้น​เขา​เก็บ​ข้าว‍ละมาน​เผา​ไฟ​เสีย​อย่าง‍ไร เมื่อ​เวลา​สิ้น​ยุค​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น

[41] บุตร‍มนุษย์​จะ​ใช้​บรร‌ดา​ทูต‍สวรรค์​ของ​ท่าน​ออก​ไป​เก็บ​กวาด​ทุก​สิ่ง​ที่​ทำ​ให้​หลง‍ผิด และ​พวก​ผู้​ที่​ทำ​ชั่ว​ไปจาก​แผ่น‍ดิน​ของ​ท่าน

[42] และ​จะ​ทิ้ง​ลง​ใน​เตา‍ไฟ​ที่​ลุก‍โพลง ที่‍นั่น​จะ​มี​การ​ร้อง‍ไห้​ขบ‍เขี้ยว​เคี้ยว‍ฟัน

[43] เวลา​นั้น​บรร‌ดา​คน​ชอบ‍ธรรม​จะ​ส่อง‍แสง​อยู่​ใน​แผ่น‍ดิน​พระ‍บิดา​ของ​พวก​เขา​ดุจ​ดวง​อา‌ทิตย์ ใคร​มี​หู​จง​ฟัง​เถิด

[44] “แผ่น‍ดิน​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​ขุม‍ทรัพย์​ที่​ซ่อน​ไว้​ใน​ทุ่ง‍นา เมื่อ​มี​ผู้​พบ​แล้ว​ก็​กลับ​ซ่อน​เสีย​อีก และ​เพราะ​ความ​ยินดี​จึง​ไป​ขาย​ทุก‍สิ่ง​ที่​เขา​มี​อยู่​แล้ว​ไป​ซื้อ​นา​นั้น

[45] “อีก​ประ‍การ​หนึ่ง แผ่น‍ดิน​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​พ่อ‍ค้า​ที่​ไป​หา​ไข่‍มุก​อย่าง​ดี

[46] และ​เมื่อ​พบ​ไข่‍มุก​เม็ด​หนึ่ง​มี​ค่า​มาก ก็​ไป​ขาย​ทุก‍สิ่ง​ซึ่ง​เขา​มีอยู่ ไป​ซื้อ​ไข่‍มุก​นั้น

[47] “อีก​ประ‍การ​หนึ่ง แผ่น‍ดิน​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​อวน​ที่​ลาก​อยู่​ใน​ทะเล ติด​ปลา​มา​ทุก​ชนิด

[48] เมื่อ​เต็ม​แล้ว​เขา​ก็​ลาก​ขึ้น​ฝั่ง นั่ง​เลือก​เอา​แต่​ที่​ดี​ใส่​ตะ‌กร้า แต่​ที่​ไม่​ดี​นั้น​ก็​ทิ้ง​เสีย

[49] ใน​เวลา​สิ้น​ยุค​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น ทูต‍สวรรค์​ทั้ง‍หลาย​จะ​ออก​มา​แยก​พวก​คน​ชั่ว​ออก​จาก​คน​ชอบ‍ธรรม

[50] แล้ว​จะ​ทิ้ง​ลง​ใน​เตา‍ไฟ​ที่​ลุก​โพลง ที่‍นั่น​จะ​มี​การ​ร้อง‍ไห้​ขบ‍เขี้ยว​เคี้ยว‍ฟัน”

[51] “ข้อ‍ความ​เหล่า​นี้​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​เข้า‍ใจ​แล้ว​หรือ?” พวก​เขา​ทูล​ตอบ​พระ‍องค์​ว่า “เข้าใจ​พระ‍เจ้า​ข้า”

[52] พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “เพราะ​เหตุ‍นี้​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​ทุก‍คน ที่​ได้​เรียน‍รู้​ถึง​แผ่น‍ดิน​สวรรค์​แล้ว ก็​เป็น​เหมือน​เจ้า‍ของ​บ้าน​ที่​เอา​ทั้ง​ของ​ใหม่​และ​ของ​เก่า​ออก​จาก​คลัง​ของ​ตน”

[53] เมื่อ​พระ‍เยซู​ตรัส​อุป‌มา​เหล่า​นี้​เสร็จ​แล้ว ก็​เสด็จ​ไป​จาก​ที่​นั่น

[54] เมื่อ​เสด็จ​มา​ถึง​ตำ‍บล​บ้าน​ของ​พระ‍องค์​แล้ว ก็​ทรง​สั่ง‍สอน​ใน​ธรรม​ศาลา​ของ​พวก​เขา จน​คน​ทั้ง‍หลาย​ประ‌หลาด​ใจ​แล้ว​พูด​กัน​ว่า “คนนี้​ได้​สติ‍ปัญ‌ญา​และ​ฤทธิ์‍เดช​นี้​มา​จาก​ไหน?

[55] คน‍นี้​เป็น​ลูก​ช่าง‍ไม้ แม่​ของ​เขา​ชื่อ​มา‌รีย์​ไม่​ใช่​หรือ? น้อง‍ชาย​ของ​เขา​ชื่อ​ยา‌กอบ โย‌เซฟ ซีโมน และ​ยูดาส​ไม่‍ใช่​หรือ?

[56] และ​น้อง‍สาว​ทั้ง‍หมด​ก็​อยู่​กับ​เรา​ไม่​ใช่​หรือ? เขา​ได้​สิ่ง​ทั้ง‍หมด​นี้​มา​จาก​ไหน?”

[57] เขา​ทั้ง‍หลาย​ก็​ปฏิ‌เสธ​พระ‍องค์ พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ผู้​เผย​พระ‍วจนะ​จะ​ไม่​ขาด​ความ​นับ‍ถือ เว้น​แต่​ใน​บ้าน​เกิด และ​ใน​วงศ์‍วาน​ของ​ตน”

[58] พระ‍องค์​ก็​ไม่​ได้​ทรง​ทำ​การ​อัศ‌จรรย์​มาก​นัก​ใน​เมือง​นั้น เพราะ​ความ​ไม่​เชื่อ​ของ​พวก​เขา

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย มัท‌ธิว — Chapters