Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 8:37

[1] พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า มี​บาง​คน​ที่​ยืน​อยู่​ที่​นี่ จะ​ไม่​พบ​กับ​ความ​ตาย จน​กว่า​จะ​ได้​เห็น​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​มา​ด้วย​ฤทธิ์​เดช”

[2] หก​วัน​ต่อ​มา พระ‍เยซู​ทรง​พา​เป‌โตร ยา‌กอบ และ​ยอห์น​ขึ้น​ภูเขา​สูง​ตาม​ลำ‍พัง แล้ว​พระ‍กาย​ของ​พระ‍องค์​ก็​เปลี่ยน​ไป​ต่อ​หน้า​พวก​เขา

[3] และ​ฉลอง​พระ‍องค์​ก็​ขาว​เป็น​มัน​ระยับ จน​ไม่​มี​ช่าง​ฟอก​ผ้า​คน​ใด​ใน​โลก​จะ​ฟอก​ให้​ขาว​อย่าง​นั้น​ได้

[4] แล้ว​เอลี‌ยาห์​กับ​โม‌เสส​ก็​ปรา‌กฏ​แก่​สา‌วก​เหล่า​นั้น กำ‌ลัง​สน‌ทนา​กับ​พระ‍เยซู

[5] เป‌โตร​ทูล​พระ‍เยซู​ว่า “พระ​อา‌จารย์ ดี​จริงๆ ที่​เรา​ได้​มา​อยู่​ที่​นี่ ให้​เรา​ทำ​เพิง​ขึ้น​สาม​หลัง สำ‍หรับ​พระ‍องค์​หลัง​หนึ่ง สำ‍หรับ​โม‌เสส​หลัง​หนึ่ง และ​สำ‍หรับ​เอลี‌ยาห์​หลัง​หนึ่ง”

[6] เป‌โตร​ไม่​รู้​ว่า​จะ​พูด​อะไร เพราะ​พวก​เขา​กำ‌ลัง​ตก‍ใจ​กลัว

[7] แล้ว​ก็​มี​เมฆ​มา​ปก​คลุม​พวก​เขา​ไว้​และ​มี​พระ​สุร‌เสียง​ดัง​ออก​มา​จาก​เมฆ​นั้น​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่‍รัก​ของ​เรา จง​เชื่อ​ฟัง​ท่าน​เถิด”

[8] ทัน‍ใด​นั้น เมื่อ​พวก​สา‌วก​มอง​ดู​รอบๆ ก็​ไม่​เห็น​ใคร เห็น​แต่​พระ‍เยซู​ทรง​อยู่​กับ​พวก​เขา

[9] เมื่อ​ลง​มา​จาก​ภูเขา พระ‍องค์​ตรัส​สั่ง​พวก​สา‌วก ไม่​ให้​นำ​สิ่ง​ที่​เห็น​นั้น​ไป​บอก​กับ​คน​อื่น​จน​กว่า​บุตร​มนุษย์​จะ​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย

[10] ดัง​นั้น​พวก​สา‌วก​จึง​เก็บ​งำ​เรื่อง​นี้​ไว้ แต่​ก็​ถาม​กัน​ว่า การ​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ตาย​มี​ความ‍หมาย​อย่าง‍ไร?

[11] พวก​เขา​จึง​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “ทำ‍ไม​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​ถึง​กล่าว​ว่า เอลี‌ยาห์​จะ​ต้อง​มา​ก่อน?”

[12] พระ‍องค์​ตรัส​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “เอลี‌ยาห์​จะ​ต้อง​มา​ก่อน​แน่​นอน​เพื่อ​ทำ​ให้​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​กลับ​คืน​สู่​สภาพ​เดิม แต่​ทำ‍ไม​ยัง​มี​ถ้อย‍คำ​เขียน​เกี่ยว​กับ​บุตร‍มนุษย์​ว่า พระ‍องค์​จะ​ต้อง​ทรง​ทน​ทุกข​เวท‌นา​หลาย​ประ‌การ​และ​ทรง​ถูก​ทอด​ทิ้ง

[13] แต่​เรา​บอก​พวก​ท่าน​ว่า เอลี‌ยาห์​นั้น​ได้​มา​แล้ว และ​พวก​เขา​ทำ​ต่อ​ท่าน​ทุก​อย่าง​ตาม​ใจ​ชอบ ซึ่ง​ก็​เป็น​ไป​ตาม​ถ้อย​คำ​ที่​เขียน​ไว้​เกี่ยว​กับ​ท่าน”

[14] เมื่อ​กลับ​มา​ที่​เหล่า​สา‌วก เห็น​มหา​ชน​กำ‌ลัง​ล้อม​รอบ​พวก​เขา และ​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​กำ‌ลัง​ถก​เถียง​กับ​พวก​เขา​อยู่

[15] ทัน‍ที​ที่​ฝูง​ชน​ทั้ง‍หมด​เห็น​พระ‍องค์​ก็​ประ‌หลาด​ใจ​อย่าง​มาก จึง​วิ่ง​เข้า​มา​ต้อน‍รับ​พระ‍องค์

[16] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​ถาม​พวก​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​ถก​เถียง​กับ​พวก​เขา​ด้วย​เรื่อง​อะไร?”

[17] คน​หนึ่ง​ใน​ฝูง​ชน​ทูล​ตอบ​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​อา‌จารย์ ข้าพ‌เจ้า​ได้​พา​ลูก‍ชาย​มา​หา​ท่าน​เพราะ​มี​ผี​ใบ้​เข้าสิง

[18] เมื่อ​ไหร่​ก็​ตาม​ที่​ผี​เข้า​สิง​ตัว​เขา มัน​จะ​ทำ​ให้​เขา​ล้ม​ชัก น้ำ‍ลาย​ฟูม​ปาก กัด​ฟัน และ​ตัว​แข็ง​ทื่อ ข้าพ‌เจ้า​มา​ขอ​ให้​พวก​สา‌วก​ของ​ท่าน​ขับ​มัน​ออก แต่​พวก​เขา​ไม่​สา‌มารถ​ทำ​ได้”

[19] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “โอ นี่​เป็น​ยุค​ที่​ขาด​ความ​เชื่อ เรา​จะ​ต้อง​อยู่​กับ​พวก​ท่าน​นาน​แค่​ไหน? และ​จะ​ต้อง​อด‍ทน​กับ​พวก​ท่าน​นาน​เพียง​ไร? จง​พา​เด็ก​คน​นั้น​มา​หา​เรา​เถิด”

[20] พวก​เขา​จึง​พา​เด็ก​คน​นั้น​มา​หา​พระ‍องค์ เมื่อ​ผี​นั้น​เห็น​พระ‍องค์ มัน​ก็​ทำ​ให้​เด็ก​ล้ม​ชัก​ทัน‍ที และ​ลง​ไป​กลิ้ง​เกลือก​ที่​ดิน มี​น้ำ‍ลาย​ฟูม​ปาก

[21] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​ถาม​ผู้​เป็น​บิดา​ว่า “เขา​เป็น​อย่าง​นี้​มา​นาน​เท่า‍ไหร่?” บิดา​ทูล​ตอบ​ว่า “ตั้ง‍แต่​เขา​ยัง​เล็กๆ

[22] และ​ผี​มัก​จะ​ทำ​ให้​เขา​ตก​ใน​กอง​ไฟ​หรือ​ใน​น้ำ เพื่อ​จะ​ฆ่า​ให้​ตาย ถ้า​ท่าน​สา‌มารถ​ช่วย​ได้​ก็​โปรด​สง‍สาร​และ​ช่วย​เรา​ทั้ง​สอง​ด้วย”

[23] พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​บิดา​นั้น​ว่า “ ‘ถ้า​ช่วย​ได้’ น่ะ​หรือ? ใคร​เชื่อ​ก็​ทำ​ให้​ได้​ทุก​สิ่ง”

[24] บิดา​ของ​เด็ก​จึง​ร้อง​ทูล​ทัน‍ที​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​เชื่อ และ​ขอ​โปรด​ช่วย​ใน​ส่วน​ที่​ขาด​อยู่​ด้วย​เถิด”

[25] เมื่อ​พระ‍เยซู​ทอด​พระ‍เนตร​เห็น​ฝูง​ชน​กำ‌ลัง​วิ่ง​เข้า​มา พระ‍องค์​ตรัส​ห้าม​ผี​โส‌โครก​นั้น​ว่า “เจ้า​ผี​ใบ้​หู​หนวก เรา​สั่ง​ให้​เจ้า​ออก​จาก​ตัว​เขา และ​อย่า​กลับ​เข้า​มา​สิง​ใน​ตัว​เขา​อีก”

[26] ผี​นั้น​จึง​ร้อง​เสียง​ดัง​และ​ทำ​ให้​เด็ก​คน​นั้น​ล้ม​ชัก​อย่าง​รุน‍แรง แล้ว​มัน​ก็​ออก​มา เด็ก​คน​นั้น​ก็​แน่​นิ่ง​เหมือน​คน​ตาย​จน​คน​ส่วน​มาก​กล่าว​ว่า “เขา​ตาย​แล้ว”

[27] แต่​พระ‍เยซู​ทรง​จับ​มือ​พยุง​เด็ก​คน​นั้น เขา​ก็​ยืน​ขึ้น

[28] เมื่อ​พระ‍องค์​เสด็จ​เข้า​ใน​บ้าน​แล้ว พวก​สา‌วก​ก็​มา​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​เป็น​การ​ส่วน​ตัว​ว่า “ทำ‍ไม​พวก​ข้า‍พระ‍องค์​ถึง​ขับ​ผี​นั้น​ออก​ไม่​ได้?”

[29] พระ‍องค์​ตรัส​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “ผี​แบบ​นี้​จะ​ขับ​ออก​ได้​ด้วย​การ​อธิษ‌ฐาน​เท่า‍นั้น”

[30] พระ‍องค์​กับ​พวก​สา‌วก​เสด็จ​ออก​จาก​ที่​นั่น และ​เดิน‍ทาง​ผ่าน​แคว้น​กา‌ลิลี แต่​พระ‍องค์​ไม่​ทรง​ประ‌สงค์​จะ​ให้​ใคร​รู้

[31] เพราะ​ว่า​พระ‍องค์​ทรง​กำ‌ลัง​สอน​สา‌วก​ของ​พระ‍องค์​ว่า “บุตร​มนุษย์​จะ​ถูก​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​คน​ทั้ง‍หลาย และ​พวก​เขา​จะ​ฆ่า​ท่าน หลัง​จาก​ถูก​ประ‌หาร​แล้ว​สาม​วัน ท่าน​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่”

[32] แต่​พวก​สา‌วก​ไม่​เข้า‍ใจ​ถ้อย‍คำ​นี้ และ​ไม่​กล้า​ทูล​ถาม​พระ‍องค์

[33] พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​มา​ยัง​เมือง​คา‌เปอร‌นาอุม และ​เมื่อ​เข้า​ไป​ใน​บ้าน​แล้ว พระ‍องค์​ตรัส​ถาม​พวก​สา‌วก​ว่า “ระหว่าง​ทาง​พวก​ท่าน​โต้​แย้ง​กัน​เรื่อง​อะไร?”

[34] พวก​สา‌วก​ก็​นิ่ง​อยู่ เพราะ​ใน​ระหว่าง​ทาง​พวก​เขา​เถียง​กัน​ว่า ใคร​จะ​เป็น​ใหญ่​กว่า​กัน

[35] เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​นั่ง​ลง​แล้ว ทรง​เรียก​สา‌วก​สิบ‍สอง​คน​นั้น​มา​และ​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​ใคร​ต้อง‍การ​จะ​เป็น​คน​แรก ก็​ให้​คน​นั้น​เป็น​คน​สุด‍ท้าย และ​เป็น​คน​ปรน‌นิบัติ​คน​ทั้ง‍หลาย”

[36] แล้ว​พระ‍องค์​จึง​ทรง​เอา​เด็ก​เล็กๆ คน​หนึ่ง​มา​ยืน​ท่าม‍กลาง​พวก​สา‌วก และ​ทรง​อุ้ม​เด็ก​คน​นั้น​ไว้ ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง‍หลาย​ว่า

[37] “ใคร​ก็​ตาม​ที่​ยอม​รับ​เด็ก​เล็กๆ เช่น​นี้​คน​หนึ่ง​ใน​นาม​ของ​เรา คน​นั้น​ยอม​รับ​เรา และ​ใคร​ก็​ตาม​ที่​ยอม​รับ​เรา คน​นั้น​ก็​ไม่​เพียง​แต่​ยอม​รับ​เรา​เท่า‍นั้น แต่​ยอม​รับ​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​ด้วย”

[38] ยอห์น​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “พระ​อา‌จารย์ พวก​ข้า‍พระ‍องค์​เห็น​คน​หนึ่ง​ขับ​ผี​ออก​โดย​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์ และ​พวก​ข้า‍พระ‍องค์​ห้าม​เขา เพราะ​เขา​ไม​่ได้​ตาม​พวก​เรา​มา”

[39] พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​ว่า “อย่า​ห้าม​เขา​เลย เพราะ​ว่า​ไม่​มี​ใคร​ทำ​การ​อัศ‌จรรย์​ใน​นาม​ของ​เรา​แล้ว​เพียง​ชั่ว‍ครู่​ก็​จะ​สา‌มารถ​พูด​ให้​ร้าย​เรา

[40] ใคร​ก็​ตาม​ที่​ไม่​ได้​ต่อ‍สู้​พวก​เรา​ย่อม​อยู่​ฝ่าย​เดียว​กับ​พวก​เรา

[41] เพราะ​เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​ว่า ใคร​ก็​ตาม​ที่​เอา​น้ำ​ถ้วย​หนึ่ง​ให้​พวก​ท่าน​ดื่ม​เพราะ​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​เป็น​ฝ่าย​พระ​คริสต์ คน​นั้น​จะ​ไม่​ขาด​บำ‌เหน็จ​อย่าง​แน่‍นอน

[42] “ถ้า​ใคร​ทำ​ให้​ผู้​เล็ก‍น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง​ที่​วางใจ​ใน​เรา​หลง‍ผิด ให้​เอา​หิน​โม่​ก้อน​ใหญ่​ผูก‍คอ​คน​นั้น​และ​โยน​เขา​ลง​ใน​ทะเล​ก็​จะ​ดี​กว่า

[43] ถ้า​มือ​ของ​ท่าน​ทำ​ให้​ท่าน​หลง‍ผิด จง​ตัด​ทิ้ง​เสีย การ​ที่​จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​ด้วย​มือ​ด้วน ยัง​ดี​กว่า​มี​ทั้ง​สอง​มือ​แต่​ต้อง​ลง​ไป​สู่​นรก​ใน​ไฟ​ที่​ไม่​มี​วัน​ดับ

[45] ถ้า​เท้า​ของ​ท่าน​ทำ​ให้​ท่าน​หลง‍ผิด จง​ตัด​ทิ้ง​เสีย การ​ที่​จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​ด้วย​เท้า​ด้วน​ยัง​ดี​กว่า​มี​เท้า​ทั้ง​สอง​ข้าง​แต่​ต้อง​ถูก​ทิ้ง​ลง​นรก

[47] ถ้า​ตา​ของ​ท่าน​ทำ​ให้​ท่าน​หลง‍ผิด จง​ควัก​ออก​ทิ้ง​เสีย การ​ที่​จะ​เข้า​ใน​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​ด้วย​ตา​ข้าง​เดียว​ยัง​ดี​กว่า​มี​ตา​สอง​ข้าง​แต่​ต้อง​ถูก​ทิ้ง​ลง​นรก

[48] ซึ่ง​เป็น​ที่​ตัว​หนอน​ไม่​เคย​ตาย​และ​ไฟ​ไม่​เคย​ดับ​เลย

[49] เพราะ​ว่า​ทุก‍คน​จะ​ต้อง​ถูก​คลุก​เคล้า​ด้วย​ไฟ​อย่าง​กับ​คลุก​ด้วย​เกลือ

[50] เกลือ​เป็น​สิ่ง​ที่​ดี แต่​ถ้า​หมด​รส​เค็ม​แล้ว​จะ​ทำ​ให้​เค็ม​อีก​ได้​อย่างไร ท่าน​ทั้ง‍หลาย​จง​มี​เกลือ​ใน​ตัว​และ​จง​อยู่​ด้วย​กัน​อย่าง​สงบ‍สุข”

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย มา‌ระ‌โก — Chapters